“ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้” ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

"ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้" ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

“ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้” ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

2 ปีกับการบ่มเพาะฝีเท้าในทีมสำรอง ก่อนที่จะสามารถจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์สโมสรเริ่มต้นด้วยดีจากการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ในบุนเดสลีกาด้วยวัย 18 ปี 3 เดือน กับอีก 22 วัน เมื่อส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายในเกมพบกับ โคโลญจน์ ในเดือนตุลาคม 2010

“ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้” ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

 ประวัติ

ซอน ฮึง-มิน เริ่มเล่นฟุตบอลด้วยการเข้าฝึกกับอคาเดมี่ของสโมสร เอฟซี โซล ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเดียวกับนักเตะเกาหลีรุ่นพี่ที่ไปโด่งดังอยู่ในอังกฤษก่อนหน้านี้แล้วอย่าง ลี ยอง-เปียว ที่เริ่มต้นจากที่นี่เช่นเดียวกัน ทว่าตอนนั้นไอดอลของเขากลับเป็น ลี ชู-ยอง ที่กำลังเล่นให้กับ คริสตัล พาเลซ โดยเขาหวังว่าสักวันนึงเขาจะได้เดินตามเส้นทางรุ่นพี่หลายๆคนที่เคยทำไว้

ในปี 2008 หนุ่มซอน ก็ออกจากทีม เอฟซี โซล รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี และย้ายเข้าอคาเดมี่ของ ฮัมบูร์ก ในทันทีด้วยวัย 16 ปี โดยเขาใช้เวลาทั้งหมด 6 นัดก่อนที่จะทำประตูแรกของตัวเองในทีมอคาเดมี่ ฮัมบูร์ก ได้ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ยังสามารถทำประตูในเกมพบกับ เชลซี ได้อีกด้วย ทว่าสุดท้ายแล้วเขาดันไปได้รับบาดเจ็บทำให้ต้องพักรักษาตัวยาวถึง 2 เดือนด้วยกัน

"ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้" ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

 

เขากลับมาได้อีกครั้งในวันที่ 30 ตุลาคม 2010 และถูกส่งขึ้นชุดใหญ่ในทันทีโดยเขาสามารถทำประตูแรกในลีกได้ในนัดที่พบกับ โคโลญ ซึ่ง ซอน ฮึง-มิน กลายเป็นนักเตะ ฮัมบูร์ก ที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในบุนเดสลีก้า ด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ซึ่งนั่นทำให้เขาได้รับการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ ฮัมบูร์ก และนี่คือจุดเริ่มต้นของดาวดวงใหม่จากเอเชีย เจริญรอยตามรุ่นพี่ที่เคยมาโด่งดังในบุนเดสลีก้าก่อนหน้านี้อย่าง ชา บัม-คุน ได้สำเร็จ ในฤดูกาลนี้ หนุ่มซอน ยิงไปได้ทั้งหมด 3 ประตูจากการลงเล่น 14 นัด

 

"ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้" ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

 

ฤดูกาล 2011-2012 ในช่วงปรีซีซั่น หนุ่มซอน งัดฟอร์มเทพออกมาโชว์ให้เห็นกันไปเลยด้วยการกดไปถึง 18 ลูกจากการลงสนามทั้งหมด 9 นัด ทว่าเขาก็ดันไปโชคร้ายได้รับอาการบาดเจ็บจนทำให้ต้องพลาดการลงสนามในนัดเปิดฤดูกาลไปโดยตอนนั้นคาดกันว่าเขาต้องพักราวๆ 6 สัปดาห์เลยทีเดียว แต่ ซอน ฮึง-มิน ก็ต้องทำให้ทุกคนแปลกใจเมื่อเขากลับมาได้เร็วกว่ากำหนดโดยหายไปเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ก็กลับมาเป็นตัวสำรองให้ทีมได้แล้วในเกมพบกับ โบรุเซีย มึนเช่นกลัดบัค ฤดูกาลนี้ หนุ่มซอน ถูกส่งลงสนามไปทั้งหมดถึง 30 นัดยิงไปได้ 5 ประตู

ฤดูกาล 2012-2013 ซอน ฮึง-มิน กลายเป็นตัวหลักของ ”สิงห์เหนือ” ทันทีเมื่อศูนย์หน้าอีก 2 คนอย่าง เอ็มลาเดน เปตริค และ เปาโล เกอร์เรโร่ ย้ายออกจากทีม กุนซือ ธอร์สเท่น ฟิงค์ เลยจัดการปั้น หนุ่มซอน ในทันทีและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังหลังสามารถยิงคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ ฮัมบูร์ก ต้องบุกออกไปเยือน ดอร์ทมุนด์ เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2013 ช่วยให้ ”สิงห์เหนือ” เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4-1 แถม ซอน ฮึง-มิน ยังคว้าตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์มาครองได้อีกด้วย ซึ่งในฤดูกาลนี้เขาได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 34 นัดยิงไปได้ 12 ประตู กลายเป็นนักเตะคนที่ 4 จากเอเชีย ที่สามารถทำประตูได้ 2 หลักใน 3 ลีกดังของยุโรป

13 มิถุนายน 2013 เลเวอร์คูเซ่น ตัดสินใจจ่ายเงินถึง 10 ล้านยูโร (407 ล้านบาท) ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เพื่อคว้าตัว ซอน ฮึง-มิน มาร่วมทัพ โดย หนุ่มซอน เองก็ไม่ลังเลที่จะย้ายมาหาความท้าทายใหม่ที่นี่และเซ็นสัญญากันถึง 5 ปีเลยทีเดียว เพียงแค่ช่วงปรีซีซั่นเท่านั้น ซอน ฮึง-มิน ก็ประเดิมประตูแรกในสีเสื้อใหม่ได้สำเร็จจากการลงสนามไปเพียง 3 นัดเท่านั้น

"ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้" ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

 

9 พฤศจิกายน 2013 ซอน ฮึง-มิน ซัดแฮตทริคแรกของตัวเขาเองได้สำเร็จแต่ทว่ามันดันเป็นการทำใส่ทีมเก่าของเขาอย่าง ฮัมบูร์ก ช่วยให้ เลเวอร์คูเซ่น เอาชนะ ”สิงห์เหนือ” ไปได้ 5-3 ซึ่งในฤดูกาลนี้ถือว่า หนุ่มซอน เป็นส่วนสำคัญเลยทีเดียวที่ช่วยให้ เลเวอร์คูเซ่น สามารถทำอันดับไปเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ จากการลงสนามไปทั้งหมด 43 นัดยิงไปได้ 12 ประตู

หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นตัวหลักให้กับ ”ห้างยา” มาโดยตลอดและสามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ หนุ่มซอน เล่นให้กับทางด้าน เลเวอร์คูเซ่น เขาได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 62 นัดยิงไปได้ 21 ประตู

28 สิงหาคม 2015 ซอน ฮึง-มิน ย้ายมาโลดแล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ โดยเป็นทีม ”ไก่เดือยทอง” ที่ยอมจ่ายถึง 30 ล้านยูโร (1200 ล้านบาท) คว้าตัวมาร่วมทีมและเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 5 ปี ซึ่งนี่ทำให้ ซอน ฮึง-มิน กลายเป็นนักเตะเอเชียที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ทำลายสถิติของ ฮิเดโตชิ นากาตะ ที่ย้ายจาก ปาร์ม่า ไป โรม่า ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร

 

"ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มาถึงจุดนี้" ซน ฮึงมิน มีวันนี้เพราะพ่อให้

อย่างไรก็ดี กว่าที่จะกลายมาเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ กองหน้าพลังโสมรายนี้ก็ต้องฝ่าฝันอุปสรรคมาไม่น้อย เขาเป็นหนึ่งในนักเตะระดับท็อปไม่กี่คนที่ไม่ได้เติบโตมาจากโรงเรียนสอนฟุตบอล เนื่องจาก ซน วองจอง บิดาของเขาเป็นอดีตนักเตะอาชีพ จึงไม่ยอมส่งลูกชายไปอยู่ในอคาเดมีของทีมไหนเลย และเลือกเป็นโค้ชให้ฮึงมินด้วยตัวเอง

“ผมเรียนรู้การแข่งขันจากพ่อที่เป็นโค้ชฟุตบอลให้ผมสมัยเป็นนักเรียน”

“ผมชอบการแข่งขันตั้งแต่เด็กๆ และเริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังตอนอายุ 10 ขวบ

“ผมบอกพ่อว่าผมอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพจริงๆ เพราะว่าฟุตบอลอยู่ในสายเลือดของผม ผมจึงฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นประจำโดยมีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้ไปเล่นในยุโรปและพรีเมียร์ลีก”

มีเสียงเล่าอ้างกันว่า ฮึงมินเคยฝึกซ้อมยิงประตูวันละ 1,000 ลูก มาตั้งแต่สมัยเด็ก และเมื่อถึงปี 2008 เขาก็มายืนอยู่บนจุดเริ่มต้นความฝัน หลังตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมัธยมปลายดองบุค ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสวงโชคกับทีมเยาวชนของฮัมบูร์กด้วยวัยเพียง 16 ปี และไม่เคยเล่นให้สโมสรในประเทศบ้านเกิดเลย

“ถ้าไม่มีพ่อ ผมก็คงไม่ได้มานั่งตรงนี้ พ่อเป็นคนที่ผลักดันให้ผมก้าวไปข้างหน้าและเป็นคนที่บอกผมว่าผมต้องทำอะไรเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น แม้แต่ในช่วงปีแรกๆ ที่ผมเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ” 

ฮึงมินเผยกับ FourFourtwo

“เป้าหมายของผมคือการมาเล่นในพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอด และผมก็มีโอกาสที่ดีกับท็อตแนม ผมจึงรู้สึกดีใจมากจริงๆ”

 

เด็กชายผู้เดินตามความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบิดา จนสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีเด่นทำให้สายตาชาวโลกประจัก

Please follow and like us:
Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial