ประวัติ เวย์น รูนีย์ ดาวยิงสุกรโลกันต์

ประวัติ เวย์น รูนีย์ (Wayne Mark Rooney) ดาวยิงสุกรโลกันต์

 

ประวัติ เวย์น รูนีย์ จากสุดยอดกองหน้าดาวรุ่งสู่ สุดยอดกองหน้าระดับโลก รูนีย์เริ่มต้นค้าแข้งกับเอฟเวอร์ตันต้นปี 2001 กับทีมเยาวชน และถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ในปีถัดมา จากนั้นในเกมส์ที่เจอกับอาร์เซนอล ซึ่งถือได้ว่าเป็นนัดแจ้งเกิดของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้โดยการตะบันประตูสุดสวยใส่ เดวิส ซีแมน ผู้รักษาประตูอาร์เซนอลและทีมชาติอังกฤษในเวลานั้น ทำให้ทีมเอฟเวอร์ตันขึ้นนำอาร์เซนอล 2-1 และประตูของเวย์น รูนีย์ ถือเป็นประตูชัยในนัดนั้นอีกด้วย หลังจากนั้นรูนีย์จึงเป็นที่จับตามองของสโมสรใหญ่ทั่วยุโรปและท้ายที่สุดได้ตกลงเซ็นสัญญาร่วมทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเริ่มสร้างตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

เริ่มก้าวสู่ แมนยูฯ

 

ข้อมูลส่วนตัว

          ชื่อเต็ม : เวย์น มาร์ค รูนีย์ (Wayne Mark Rooney)

วันเกิด : วันที่ 24 ตุลาคม 1985 (ปัจจุบัน 35 ปี)

สถานที่ : ครอกซ์เตธ เมืองลิเวอร์พูล ที่ประเทศอังกฤษ

ส่วนสูง : 1.78 เมตร (5 ฟุต 9 นิ้ว)

 

สโมสรปัจจุบัน : แขวนสตั๊ดแล้ว

ตำแหน่งที่เล่น : กองหน้า สามารถถอยลงมาเล่นกองกลางได้ด้วย

 

รูนซบผี

สถิติการลงสนาม

 ปี 2002–2004 เอฟเวอร์ตัน      ลงเล่น 67 นัด ยิง 15 ประตู

 ปี 2004–2017 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด      ลงเล่น 559 นัด  ยิง 253 ประตู

 ปี 2017–2018 เอฟเวอร์ตัน      ลงเล่น 31 นัด ยิง 10 ประตู

 ปี 2018–2019 ดี.ซี. ยูไนเต็ด     ลงเล่น 48 นัด ยิง 23 ประตู

 ปี 2020–2021 ดาร์บี้ เคาน์ตี     ลงเล่น 9 นัด ยิง 3 ประตู

 ปี 2003 – 2018 ทีมชาติอังกฤษ ลงเล่น 120 นัด ยิง 53 ประตู

 

รูนีย์ตอนเด็ก

 

เวย์น มาร์ค รูนี่ย์ เกิดในครอบครัวชาวไอริช เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีความมหัศจรรย์มากที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ รูนี่ย์ มีบ้านเกิดอยู่ในย่านคร็อกซ์เทธ และได้รับแรงบันดาลใจในการฝากตัวเป็นสาวกท๊อฟฟี่เม็นจากครอบครัว และยังคงมีใจให้กับเอฟเวอร์ตันเสมอ โดยภาพที่ประทับใจผู้คนคือการสวมเสื้อยืดที่พิมพ์ลายสกรีนว่า “Once a blue, Always a blue” และด้วยความรักที่มีต่อเอฟเวอร์ตัน ทำให้เจ้าหนูรูนี่ย์ มีความปรารถนาที่จะลงเล่นในสนามกูดิสัน ปาร์ค ต่อหน้าแฟนบอลเอฟเวอร์ตัน ฝันนั้นของรูนี่ย์ ก็เริ่มมีเค้าลางความจริงเมื่อเขาได้รับการเซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นในทีมเยาวชนเมื่ออายุ 11 ปี จากผลงานที่โดดเด่นสุด ๆในสมัยเป็นนักเรียนโรงเรียน ลิเวอร์พูล สคูลบอยส์ ทำให้เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ โรนัลโด กองหน้าที่ชาติบราซิลเมื่อเป็นเยาวชน

หลังจากนั้นรูนี่ย์ ก็ใช้เวลาฝึกซ้อมตัวเองอยู่ในถิ่นของชาวกูดิสัน ปาร์ค รอวันที่จะได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของเอฟเวอร์ตัน

 

ในที่สุดรูนีย์ก็ได้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในวัยแค่ 16 ปี ชื่อของรูนีย์ก็ต้องถูกจารึกไว้ เมื่อกลายเป็นผู้ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกได้ด้วยวัยเพียง 16 ปีกับอีก 360 วัน ในวันที่ 19 ต.ค. 2002 แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือประตูมหัศจรรย์ของรูนี่ย์ในเกมส์กับอาร์เซนอล มันมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นประตูในช่วงนาทีสุดท้ายที่ช่วยให้เอฟเวอร์ตัน เอาชนะอาร์เซนอล ที่ไม่แพ้ใครมา 30 นัด ได้สำเร็จ ณ เวลานั้นผู้คนบนเกาะอังกฤษไม่มีใครไม่รู้จักเขา ผู้คนมอบฉายาให้เขาว่า วาสซ่า (Wazza)

 

รูนีย์

 

จนกระทั่งปี 2004 เวย์น รูนีย์ ได้เซ็นสัญญาย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยต้นสังกัดใหม่จ่ายค่าตัวสูงถึงด้วยค่าตัว 25.6 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท รูนีย์ได้ประเดิมสนามด้วยเสื้อหมายเลข 8 ของ นิกกี บัตต์ ที่ย้ายออกจากทีมไปร่วมทีม นิวคาสเซิลยูไนเต็ด และเขายังได้รับค่าเหนื่อยสูงถึง 75,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

 

เมื่อได้รับความไว้วางใจจากเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือจอมเก๋าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดให้ลงสนามในเกมส์ยูฟ่า แชมป์เปี่ยนลีค นัดเจอกับเฟเนบาร์เซ ทีมดีงจากตุรกี รูนีย์ก็ไม่ทำให้ผู้จัดการทีมผิดหวัง โดยเขาซัดแฮตทริตใส่ทีมคู่แข่งในนัดแรกที่ลงสนามได้

 

นอกจากนี้ยังเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ โดยสวมเสื้อหมายเลข 10 และต่อมาไม่นานเมื่อรุ่นพี่อย่างรุด ฟานนิสเตอร์รอย ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด เมื่อปี 2006 เขาก็ได้เลือกใช้เสื้อหมายเลข 10 ของทีมปีศาจแดงและเริ่มยิงประตูอย่างถล่มทะลายในเวลาต่อมา

 

กองหน้าเบอร์ 10

 

และหลังจากนั้นตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา ได้ถูกเขียนเอาไว้ ณ สโมสรแห่งนี้ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” โดยศูนย์หน้าเลือดผู้ดีรายนี้รับใช้ปีศาจแดงมาอย่างยาวนานและสร้างประตูเป็นกอบเป็นกำ ฝากผลงานและสถิติต่าง ๆ ไว้ให้กับทีมอย่างมากมาย โดยในปัจจุบันรูนีย์ได้ขึ้นแท่นเป็นนักเตะที่ยิงมากที่สุดในสโมสรเหนือเซอร์ บ๊อบบี้ ชลาตันไปแล้ว ที่ 253 ประตู

 

ในช่วงบั้นปลายการค้าแข้งที่โรงละครแห่งความฝัน รูนีย์ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมแต่ฟอร์มการเล่นของเขาเริ่มจะไม่เฉิดฉายเหมือนสมัยแต่ก่อนแล้ว รูนีย์ต้องโดนผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างหลุย ฟัลกัลป์ จับโยกมาเล่นเป็นกองกลางในบางนัด จนทำให้เริ่มไม่สามารถผลิตสกอร์ได้ เขาจึงเลือกที่จะย้ายกลับไปสู่บ้านหลังแรกอย่างเอฟเวอร์ตัน ภายหลังจากการที่ เวย์น รูนี่ย์ อดีตศูนย์หน้าปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจ้าของฉายา “สุกรโลกันต์” ได้ย้ายออกจากทีมไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 เพื่อกลับไปอยู่กับทีมเก่า แต่อยู่ได้ไม่นานต้องย้ายข้ามไปทวีปไปเล่นให้ ดีซี ยูไนเต็ด ในเมเจอร์ลีกซ็อกเกอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่นั้นก็ไม่ใช่สโมสรสุดท้ายที่อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษต้องการจะแขวนสตั๊ดด้วย

 

รูนกลับบ้าน

 

จนเมื่อปีที่ผ่านมา รูนี่ย์ ได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมดาร์บี้ เคาท์ตี้ สโมสรในลีกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ประเทศอังกฤษ จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนเมื่อปีที่แล้วกุนซือของทีมอย่าง ฟิลลิป โคคูก โดนปลดจากการที่ทำทีมหลังฟอร์มหลุดไปไกล จนทำให้ทีมรั้งช่วงท้ายตารางอยู่โซนตกชั้น

 

ฝ่ายบริหารจึงเลือกให้ รูนีย์ ในวัย 35 ปี รับบทเป็นโค้ชขัดตาทัพและลงเล่นในฐานะนักเตะไปก่อน จนเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 2021 ทางสโมสรจึงประกาศแต่งตั้งให้ เวย์น รูนี่ย์ รับตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงเป็นการประกาศว่ารูนี่ย์ถึงเวลาที่ต้องเลิกลงไปวิ่งซัดประตูในสนามเองแล้วหรือเท่ากับการแขวนสตั๊ดนั้นเอง

 

รูนีย์ จะถูกจดจำไปตลอดกาลว่าเขาเป็นผู้เล่นที่ทุ่มเทและพร้อมเสียสละให้กับทีมโดยเฉพาะในเกมส์ที่กองหน้าสุกรโลกันต์รายนี้พร้อมลงไปหวดในสนาม วิ่งบู้ลางผลาญ การเข้าปะทะที่หนัก มีหนึ่งนัดที่รูนีย์หัวแตก เลือดไหลแต่ก็ไม่ทำให้เขาได้หวั่นใด ๆ พร้อมลงไปล่าตาข่ายต่อในเกมส์ ซึ่งทำแฟนแมนยูหลงรักกองหน้าคนนี้เป็นอย่างมาก และ ณ ปัจจุบันขณะนี้ตัวเขาได้ประกาศแขวนสตั๊ดไปแล้ว พร้อมขึ้นดำรงตำแหน่งกุนซือสโมสร ดาร์บี้ เคาท์ตี้

 

รูนหัวแตก

 

ผลงานในทีมชาติ

 

เวย์น รูนี่ย์ สร้างชื่อในฐานะ “เจ้าหนูมหัศจรรย์” ตั้งแต่เขายังเป็นเยาวชน โดยเขาทำผลงานได้ดีกับทีมเยาวชนเอฟเวอร์และได้ติดทีมชาติอังกฤษชุด ยู – 15 และ ยู – 17 เรื่อยมา

ต่อมาเขาได้สร้างเสียงฮือฮาอีกครั้งโดยการติดชุดใหญ่ในวัยเพียงแค่ 17 ปี ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติอังกฤษ ณ เวลานั้น

 

หลังจากนั้นเขามีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2004 ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวไปถึงฝั่งฝัน เพราะต้องหยุดแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยการดวลจุดโทษกับทีมชาติโปรตุเกสที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด เพื่อนร่วมสโมสรของเขาในเวลานั้น

 

กองหน้า

 

รูนี่ย์ ถูกยกให้เป็นความหวังใหม่ หลังแจ้งเกิดในทัวร์นาเม้นต์ระดับทวีปอย่าง ยูโร ปี 2004 แต่อีก 2 ปีต่อมา

ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกปี 2006 ดวลกับ โปรตุเกส หอกเลือดร้อน ต้องปะทะกับ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ จนทำฟาวล์รุนแรงใส่กองหลังทีมฝอยทอง ทำให้รูนีย์ต้องถูกใบแดงไล่ออกจากสนามไป และทีมชาติอังกฤษแพ้ในการดวลจุดโทษ ซึ่งรูนีย์จึงถูกมองว่าเป็นแพะรับบาป เนื่องจากทำให้ผู้เล่นในทีมน้อยกว่าทีมจึงตกรอบ

แต่ในที่สุด เวย์น รูนีย์ก็สามารถกลายเป็นผู้เล่นที่ทำประตูให้ทีมชาติอังกฤษได้เยอะที่สุดที่ 53 ประตู ก่อนประกาศเลิกเล่นทีมชาติไป

 

ประวัติ เวย์น รูนีย์ เป็นแชมป์รายการใดบ้าง

 

กุนซือดาร์บี้

 

แชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย

แชมป์ลีกคัพ 3 สมัย

แชมป์เอฟเอคอมมูนีตี้ชีลต์ 5 สมัย

แชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก 1 สมัย

ฟีฟ่าคลับ เวิลด์คัพ 1สมัย

เอฟเอ คัพ 1 สมัย

 


 

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ :: อดีตกองหน้าปีศาจแดง

Facebook Fanpage ::  Supersportskick 

Please follow and like us:
Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial
error: Content is protected !!